ราชันไร้มงกุฎ : โยฮัน ครัฟฟ์





โยฮัน ครัฟฟ์ นั้นมีชื่อเต็มๆ ว่า เฮ็นดริค โยฮันเนส ครัฟฟ์ เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1947 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ ซึ่งครอบครัวของครัฟฟ์ นั้นถือว่าเป็นครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยมากนัก เช่นเดียวกับ นักเตะระดับตำนานรายอื่นๆ โดยเขาเริ่มเตะฟุตบอลจากบริเวณถนนแถวบ้าน และก็มีแมวมองจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เข้ามาเห็นแววของเจ้าหนูร่างกาย ผอมบางรายนี้ จนในที่สุดเขาก็ถูกเซ็นเข้าร่วมทีมเยาวชนของอาแจ็กซ์ ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลอันดับหนึ่งของประเทศฮอลแลนด์


เจ้าหนูครัฟฟ์ ได้ขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น โดยยิงได้เพียงแค่ลูกเดียวตลอดฤดูกาลนั้น แต่ในฤดูกาลถัดมา ครัฟฟ์ ก็ได้ขึ้นมาเล่นเป็นตัวจริงของ อาแจ็กซ์ อย่างเต็มตัว ก่อนที่จะร่ายฟอร์มระดับเทพ พาอาแจ็กซ์ คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ฮอลแลนด์ได้แบบไร้คู่ต่อกร โดยครัฟฟ์ ยิงไปทั้งสิ้น 25 ประตู จากการลงเล่น 23 นัด คว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมของฮอลแลนด์ ได้อีกหนึ่งรางวัล ด้วยวัยเพียงแค่ 18 ปี


หลังจากนั้น ครัฟฟ์ ก็ก้าวเข้ามาเป็นนักเตะอันดับหนึ่งของวงการฟุตบอลฮอลแลนด์ อย่างไร้ข้อกังขา เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติ แต่ว่าเวลาในทีมชาติช่วงแรกของครัฟฟ์นั้น ไม่ค่อยจะสวยงามซักเท่าไร โดยเพียงแค่ในเกมที่สองในนามทีมชาติของเขา ในแมตช์ที่ดวลกับ เชโกสโลวาเกีย เขาโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม แถมยังโดนสหพันธ์ฟุตบอลฮอลแลนด์  แบนไปอีกหนึ่งปีอีกต่างหาก จากพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทำให้ครัฟฟ์ ตั้งตัวเป็นศัตรูสมาคมทันที ทั้งที่มีอายุเพียงแค่ 19 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกอยู่เหมือนกัน ที่เด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเขา กล้าเป็นศัตรูกับสมาคมฟุตบอลของประเทศ


แม้ว่าจะมีปัญหาระหองระแหง กับสหพันธ์ฟุตบอล แต่ว่ากับทีม อาแจ็กซ์ ครัฟฟ์ ก็ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ดี ตำแหน่งแชมป์ลีกในประเทศ เป็นเหมือนของธรรมดาไปแล้วสำหรับเขา จนแฟนๆ อาแจ็กซ์ เริ่มมองถึงเป้าหมายการเป็นแชมป์ยุโรปแล้ว


ในปี 1969 ครัฟฟ์ พาอาแจ็กซ์ ทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับ เอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่จากเมืองมะกะโรนี ที่คุมทีมโดย เนเรโอ ร็อคโค่ กุนซือผู้ได้ชื่อว่า เจ้าพ่อคาเตนัชโช่ หรือแท็กติก ที่เน้นเกมรับ อันขึ้นชื่อลือชา ของวงการฟุตบอลอิตาลี ซึ่ง แท็กติกของร็อคโค่ ทำให้ครัฟฟ์ เล่นไม่ออก และพอครัฟฟ์ ทำอะไรไม่ได้ ก็ส่งผลให้ อาแจ็กซ์ ไม่มีอะไรจะไปสู้กับ มิลาน ที่นำโดย จิอันนี่ ริเวียร่า จอมทัพอันดับหนึ่งของวงการฟุตบอลอิตาลี และสุดท้ายก็เป็น ปีศาจแดง-ดำ ที่คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ในปีนั้นมาครองได้สำเร็จ


ด้วยฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงเกินห้ามใจของครัฟฟ์ ทำให้ มีเสียงเรียกร้องจากแฟนบอล ให้เรียกตัว นักเตะเทวดา ของพวกเขา กลับมาเล่นให้กับทีมชาติอีกครั้ง และในที่สุดเขาก็ได้รับโอกาสให้ติดทีมชาติอีกครั้ง


พอได้โอกาส ครัฟฟ์ ก็สามารถยกระดับการเล่นของทีมฮอลแลนด์ จากที่เคยเป็นแค่ทีมระดับไม้ประดับของทวีปยุโรป กลายมาเป็นทีมระดับหัวแถวของทวีป ส่วนผลงานกับทีมอาแจ็กซ์ ครัฟฟ์ ก็สามารถพาทีมอาแจ็กซ์ ซิวถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ ซึ่งเป็นสุดยอดปราถนาของอาแจ็กซ์ ได้สำเร็จ หลังจากที่ได้เพื่อนร่วมทีมระดับคุณภาพ อย่าง โยฮัน นีสเก้นส์ , รุด ครอล ในรูปแบบสไตล์การเล่น โททัล ฟุตบอล อันเลื่องชื่อ ที่นำโดย ไรนุส มิเชล ซึ่งทำให้ อาแจ็กซ์ กลายเป็นยอดทีมของยุโรปในทันตา ก่อนที่จะปราบ พานาธิไนกอส ซิวแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ เมื่อปี 1971 ได้สำเร็จ


การคว้าแชมป์ดังกล่าวทำให้ ครัฟฟ์ ได้ตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป หรือ บัลลง ดอร์ ซึ่งส่งผลให้เขากลายเป็นนักเตะชาวดัตช์คนแรกที่ได้สัมผัสกับรางวัลนี้ หลังจากนั้นเขาก็พาอาแจ็กซ์ คว้าแชมป์ จ้าวยุโรปได้อีกสองสมัยซ้อน ซึ่งเป็นทีมแรกนับจาก เรอัล มาดริด ที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้สามปีติดต่อกัน


ความท้าทายของเขาในลีก ฮอลแลนด์ กับอาแจ็กซ์ ก็ไม่เหลือหรออีกต่อไปเขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม บาร์เซโลน่า แห่งประเทศสเปน ที่มีไรนุส มิเชล กุนซือคู่บุญของเขาคุมทีมอยู่ โดยหนีบเอา โยฮัน นีสเก้นส์ คู่หูตลอดกาลของเขามาด้วย และครัฟฟ์ก็ไม่ทำให้ เหล่าสาวก อาซูลกราน่า ผิดหวัง เขาพาบาร์ซ่าล้มมาดริด เถลิง บัลลังก์แชมป์ลาลีกา ประจำปี 1974 อย่างยิ่งใหญ่ โดยแมตช์ที่อยู่ในความทรงจำของแฟนๆ ก็คงจะเป็นเกมที่เขาและพลพรรคบาร์ซ่า บุกไปอัด เรอัล มาดริด คู่ปรับตลอดกาลถึงถิ่นด้วยสกอร์ถล่มทลายถึง 5-0 ด้วยกัน


แชมป์ยุโรป ก็ได้มาแล้ว ตอนนี้เป้าหมายของ คิง โยฮัน ก็คงเป็นตำแหน่งแชมป์ ฟุตบอลโลกปี 1974 ที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งทีมชาติฮอลแลนด์ ที่นำทีมโดย ท่านนายพล ไรนุส มิเชล , ครัฟฟ์ และ พลพรรคนักเตะของอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม คือเต็งหนึ่งของทัวร์นาเมนต์นี้อย่างไม่ต้องสงสัย และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อฮอลแลนด์ ปราบทั้งบราซิล แชมป์เมื่อสี่ปีที่แล้ว และทีมชาติอาร์เจนติน่า เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศกับ เจ้าภาพเยอรมันได้สำเร็จ


ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ที่สนามโอลิมปิก สเตเดี้ยม เกมเริ่มมาได้ไม่ถึงนาที โดยที่ฮอลแลนด์ ต่อบอลกันไปมา จนทีมได้ลูกจุดโทษ โดยที่ยังไม่มีผู้เล่นเยอรมัน คนไหนได้สัมผัสลูกเลยด้วยซ้ำ และเป็น โยฮัน นีสเก้นส์ ที่ยิงประตูขึ้นนำให้กับทีมได้สำเร็จ ถึงตอนนั้น ใครๆ ก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมาหยุดไม่ให้ฮอลแลนด์ ก้าวขึ้นเป็นสุดยอดของวงการลูกหนังโลกได้


แต่แล้ว ก็เกิดเหตุการณ์เหลือเชื่อขึ้น จะด้วยความประมาทหรืออะไรก็ไม่ทราบ เพราะว่าหลังจากได้ประตูขึ้นนำ ฮอลแลนด์ กลับไม่คิดที่จะยิงประตูเพิ่ม พวกเขาพยายามที่โชว์ให้เห็นว่าพวกเขาเหนือกว่าทีม อินทรีเหล็ก ด้วยการต่อบอลหลอกล่อ เหมือนลิงชิงบอล เพื่อแสดงให้เห็นว่า เยอรมันไม่ต่างอะไรกับไอ้งั่ง ซึ่งสุดท้ายความคิดที่ไม่ยอมบุกเพื่อทำประตูปิดเกมนี่แหละ เป็นความคิดที่โง่เง่าที่สุดของ ฮอลแลนด์


เยอรมันกลับมาได้ สองประตูรวด จาก พอล ไบรท์เนอร์ และ แกร์ด มุลเลอร์ แซงมาได้สำเร็จ โดยในครึ่งหลัง ฮอลแลนด์เหมือนได้สติ พยายามบุกอย่างหนัก แต่ก็ไม่ผ่านการป้องกันของเซปป์ ไมเออร์ จนสุดท้าย กลายเป็นเจ้าภาพ เยอรมัน ที่คว้าแชมป์ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ และความพ่ายแพ้ครั้งนี้คงจะโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง ถ้าพวกเขาไม่ประมาท ถ้าพวกเขารีบๆ ปิดเกมไปซะ ความเจ็บปวดครั้งนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น และพวกเขาก็คงจะกลายเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกในที่สุด


แม้ว่า ครัฟฟ์ จะยังคงลงเล่นให้กับ ฮอลแลนด์ ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก แต่ว่าเขาตัดสินใจที่จะไม่ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่อาร์เจนติน่า โดยให้เหตุผลว่า รับไม่ได้กับมาตรการเผด็จการ ของดินแดนฟ้า-ขาว แต่คาดว่าเหตุผลที่แท้จริงก็คงจะเป็นเพราะว่า มีใบสั่งจากภรรยาของเขาซะมากกว่า ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฮอลแลนด์ได้แค่เกือบกับคำว่าแชมป์โลกอีกครั้ง


หลังจากนั้นเขาก็ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติฮอลแลนด์แบบถาวร ก่อนที่จะย้ายไปขุดทองที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กับ ลอส แองเจลิส แอซเท็ค ซึ่งในช่วงนั้นลีกของแดนมะกัน เรียกว่าบูมสุดๆ เลยก็ว่าได้ เพราะว่ามีนักเตะระดับโลก หลายราย ไม่ว่าจะเป็นฟร๊านซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ , เปเล่ และอีกหลายต่อหลายราย แต่ว่าลีกนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน โดยในปี 1981 เขากลับมาค้าแข้งในสเปนอีกครั้งกับเลบานเต้


ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาเขากลับมาค้าแข้งในทีมที่เขาเริ่มต้นอย่างอาแจ็กซ์ ซึ่งแม้ว่าวัยของเขาจะล่วงเลยมาถึง 34 ปี และเรี่ยวแรงของเขาจะไม่เหมือนเดิมแล้วก็ตาม แต่ว่าด้วยมันสมองที่ฉลาดเป็นกรด ทำให้ครัฟฟ์ ลงดวลกับนักเตะรุ่นน้องได้อย่างสบายๆ เขานำทีมอาแจ็กซ์ คว้าแชมป์ลีก ดัตช์ อีกสองสมัย ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีม เฟเยนูร์ด คู่ปรับร่วมลีก ซึ่งเขาก็ตอกย้ำความเป็นผู้ชนะ ด้วยการคว้าแชมป์ลีก ดัตช์ กับ ทีมคู่ปรับของอาแจ็กซ์ อีกต่างหาก ก่อนที่จะอำลาวงการลูกหนังในวัย 36 ปี


ถ้าจะพูดถึงความยิ่งใหญ่ของเขา เนื้อที่เพียงแค่นี้คงจะสาธยายไม่หมด แต่การที่เขาได้รับโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษของยุโรป คงจะบอกได้เป็นอย่างดี ว่านักเตะเทวดาคนนี้ได้รับการยกย่องมากแค่ไหน


อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะคว้าแชมป์มาแล้วแทบทุกแชมป์ในระดับสโมสร แต่รอยด่างเพียงอย่างเดียว ในฟุตบอลโลก 1974 ที่เขาควรจะได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลก และก้าวขึ้นมาเป็นราชันลูกหนังโลกโดยสมบูรณ์แบบ ทั้งที่อยู่ในทีมที่ดีที่สุด แต่ด้วยความประมาทและความลำพองของตน จึงทำให้เขาเป็นนักเตะที่ถูกเรียกอีกฉายาว่า ราชันไร้มงกุฎ





เครดิต :
 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!



รวมเรื่องเด็ด ประเด็นดัง วันนี้