![]() |
แต่แม้ว่าการบาดเจ็บในครั้งนั้นจะร้ายแรงและเกือบทำให้เจ้าตัวต้องปิดฉากอาชีพค้าแข้งก่อนเวลา แต่ดูดู้กลับยอมรับว่า
จนถึงทุกวันนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นในจังหวะนั้น เพราะยังทำใจดูภาพเหตุการณ์ในวันนั้นไม่ได้เลย "ผมไม่เคยดูภาพวันนั้นเลย ไม่อยากดูด้วย ผมไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่อ่านข่าวกีฬา ไม่ต่ออินเตอร์เน็ตด้วยซ้ำไป ผมไม่อยากรับรู้ว่าผมได้รับบาดเจ็บยังไง พอผมออกจากโรงพยาบาล ผมก็นอนอยู่บนเตียงที่บ้าน กินป๊อปคอร์นและดูหนังไปเรื่อยๆ โดยที่ขาห้อยอยู่กับที่แขวน ผมกินป๊อปคอร์นและดูหนังเยอะมากด้วย แต่ไม่เคยดูภาพนั้นเลย"
"คนแรกที่ผมเห็นหลังออกจากห้องผ่าตัดก็คือ อันเดรญ่า ภรรยาของผมเอง มันเป็นเรื่องที่ดีมาก ที่ได้เห็นหน้าเธอในตอนนั้น และผมก็ตัดสินใจเลยว่า ผมจะกลับมาเล่นฟุตบอลอีกให้ได้ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ภรรยา ลูกสาวและครอบครัว คือแรงผลักดันที่ช่วยให้ผมเอาชนะการบาดเจ็บไปได้ เมื่อผมทำประตูได้อีกครั้ง ผมอยากจะกอดทุกคนในทีมที่ช่วยผมมาโดยตลอด อยากจะกอดหมด พยาบาลที่คอยดูแลผม และแน่นอนอยากกอดครอบครัวด้วย"
กองหน้าวัย 25 ปี กล่าวอีกว่า
การบาดเจ็บในครั้งนั้นไม่ได้ทำให้ตนเองกลัวการถูกเสียบสกัด ตามที่หลายคนคาดการณ์แต่อย่างใด "ผมไม่เคยลืมวินาทีที่ผมได้กลับมาเตะฟุตบอลอีกครั้ง ผมยิ้มกับตัวเอง และคิดว่าผมจะต้องกลับมาลงเล่นได้อีกครั้งในเร็ววันนี้ ตอนที่ผมถูกเสียบสกัดครั้งแรก ผมก็ไม่ได้ประสาทเสียเลย ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นกับผม"
เอดูอาร์โด้ยังยืนยันด้วยว่า
นับตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บจนกระทั่งถึงวันนี้ ยังไม่เคยได้รับการขอโทษจากเทย์เลอร์ คู่กรณีเลยแม้แต่คำเดียว "เพื่อนบอกผมว่า เขาไปพูดว่าเขามาขอโทษผมแล้วแต่มันไม่จริงเลย ผมยังไม่เคยเจอเขา ผมได้รับอีเมล์ให้กำลังใจมากมายจากผู้คน สักประมาณ 25,000 ฉบับได้ละมั้ง จากทั้งโครเอเชีย อังกฤษและบราซิล แต่เขาไม่เคยส่งเมล์ให้ผมเลยสักครั้ง"
แต่ไม่ว่าอย่างไรสำหรับ "ดูดู้" ฝันร้ายได้จบลงเสียที
Love Attack เทศกาลความรักแบบนี้ บอกอ้อมๆให้เขารู้กัน
Chocolate Dreams สาวชั่งฝันและช็อคโกแลต กับหนุ่มหล่อ ไม่แน่คุณอาจจะได้เจอแบบนี้ก็ได้
Love You Like Crazy เพลงเพราะๆ ที่ถ้าส่งให้คนที่เรารัก โลกนี้ก็สีชมพูกันทีเดียว